สุขภาพกับเบาหวานและวิธีรักษา

คณะนักวิจัยจากศูนย์โรคเบาหวานมหาวิทยาลัยลุนด์ของสวีเดน และสถาบันเพื่อการแพทย์ระดับโมเลกุลของฟินแลนด์ ได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน 14,775 คนในแถบสแกนดิเนเวีย และพบว่าสามารถแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามอาการที่เป็นอยู่รวมทั้งลักษณะทางเคมีในเลือดได้อย่างน้อย 5 กลุ่ม ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าการแบ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานออกเป็นชนิดที่ 1 ซึ่งแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง และชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นเบาหวานเพราะความอ้วน แบบที่ทำกันมาแต่เดิมอย่างมาก

การแบ่งประเภทของโรคเบาหวานเสียใหม่นี้ ช่วยให้ความกระจ่างมากขึ้นในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบบดั้งเดิม ซึ่งที่จริงแล้วผู้ป่วยแต่ละคนในกลุ่มนี้มีสาเหตุของโรคและอาการแตกต่างกันออกไป โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นผู้มีน้ำหนักเกินเพราะการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นโรคอ้วนมาก่อน

คณะวิจัยชี้ว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตามเกณฑ์ใหม่ ควรได้รับการรักษาแบบเดียวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มากกว่า เพราะมีความบกพร่องของเบตาเซลล์เหมือนกัน และไม่ได้เป็นโรคเบาหวานเพราะไขมันที่สะสมในร่างกายทำให้เกิดการต้านทานอินซูลินแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตามเกณฑ์ใหม่ ยังมีความเสี่ยงที่จะตาบอดสูงกว่ากลุ่มอื่น ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 3 ก็เสี่ยงจะเป็นโรคไตสูงกว่าด้วยเช่นกัน ทำให้การแยกแยะชนิดของเบาหวานใหม่นี้เป็นประโยชน์ต่อการตรวจคัดกรองโรคที่ผู้ป่วยแต่ละกลุ่มมีความเสี่ยงไม่เหมือนกันด้วย

อย่างไรก็ตาม แพทย์หญิงวิกตอเรีย ซาเลม นักวิจัยและที่ปรึกษาของอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ไอซีแอล) บอกว่าการแยกชนิดของเบาหวานเสียใหม่ครั้งนี้เป็นก้าวแรกสำหรับการศึกษาต่อไปในกลุ่มประชากรที่กว้างขวางหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชาวเอเชียใต้ ซึ่งน่าจะทำให้พบชนิดย่อยของโรคเบาหวานเพิ่มเติมได้อีกถึงกว่า 500 ชนิด แต่การปรับวิธีรักษาตามเกณฑ์แบ่งกลุ่มโรคเบาหวานใหม่นี้ น่าจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเสียก่อน

About The Author